Month: March 2017

fos detox สุดยอด 20 อาหารล้างพิษ คนโบราณและนักโภชนาการ

Published / by admin

fos detox สุดยอด 20 อาหารล้างพิษ คนโบราณและนักโภชนาการมักกล่าวว่า ”อาหาร” เป็นยาที่วิเศษที่สุด เพราะเป็นแหล่งรวมของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ใช่ว่าต้องเป็นอาหารที่มีราคาแพงอย่างเป๋าฮื้อ หูฉลาม รังนก หรือของหายากอย่างดีหมีเท่านั้น ถึงจะให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายได้ เพราะจากการศึกษาแล้วพบว่าอาหารที่เราหาได้ตามท้องตลาดในชีวิตประจำวันก็มี ประโยชน์ในตัวไม่ใช่น้อย ที่สำคัญอาหารเหล่านี้ยังช่วยล้างพิษให้แก่อวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น ตับ ลำไส้ ไต ผิวหนัง ช่วยป้องกันการจับตัวของสารพิษ รวมถึงช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งสารพิษต่างๆที่สะสมอยู่ในร่างกายอาจมาจากควันพิษในอากาศ สารเจือปนในอาหาร เช่น สีผสมอาหาร สารกันเสีย ยาฆ่าแมลง ปรุงรส เป็นต้น คราวนี้ลองมาดูกันว่าอาหารชนิดใดสามารถช่วยล้างพิษให้คุณได้บ้าง เริ่มจาก ลำดับที่ 20 สาหร่าย พืชสีเขียวในทะเลที่หลายคนมองข้ามคุณประโยชน์ แต่จากการศึกษาของ Mcgill University ที่ Montreal แสดงผลว่าสาหร่ายสามารถจับของเสียจากรังสีที่สะสมในร่างกาย ในปัจจุบันเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงรังสีต่างๆจากคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นไมโครเวฟทั้ง หลายได้ ซึ่งพลังงานความร้อนเหล่านี้เป็นอันตรายต่อร่างกาย ก่อให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งสาหร่ายจะช่วยดูดซึมคลื่นรังสีเหล่านั้น และสามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วย นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก fos detox.

fos detox

fos detox 19. หัวหอม ประกอบ ไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยทำความสะอาดเลือด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LD ซึ่งไม่ดีเพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น ช่วยรักษาโรคหอบ โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่ ฟอส ดีท็อกซ์

18. มะนาว เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอนจะช่วยล้างพิษ และทำให้เลือดสะอาดขึ้น แต่ถ้านำน้ำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง ก็จะเป็นอาหารที่ช่วยล้างพิษในลำไส้และป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย fos detox

17. เมล็ดแฟลกซ์ ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็นอย่างโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมอง ช่วยบำรุงความจำ และมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังมีสารอื่นที่ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างการแข็งแรงขึ้น

16. กระเจี๊ยบ น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดแบคทีเรียและไวรัสออกจากระบบทางเดิน ปัสสาวะ ซึ่งมักก่อให้เกิดการติดเชื้อ ทำให้มีอาการปัสสาวะไม่ออกหรือมีเลือดปน หรือมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งสารในกระเจี๊ยบสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสเหล่านั้นได้

15. ทับทิม ตำราแพทย์แผนโบราณของชาวเอเชียกล่าวไว้ว่า การดื่มน้ำทับทิมสามารถรักษาอาการอักเสบและลดความปวดได้ เนื่องจากในผลทับทิมมีสารแอสไพรินซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับแอสไพรินในยา แก้ปวด ช่วยล้างพิษ ลดการติดเชื้อของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และลดอาการอักเสบ

โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการไขข้ออักเสบ ปวดบวม ช้ำ แนะนำให้กินทับทิม เพราะช่วยลดอาการปวดลงได้ ขณะเดียวกันยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น

14. พืชตระกูลถั่ว (เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วขาว) จากการศึกษาพบว่าผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ ไม่ได้กิน และลดอัตราความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจด้วย พืชตระกูลถั่วนี้ประกอบด้วยไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ทำความสะอาดลำไส้ ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ อีกทั้งช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย

13. ขึ้นฉ่าย ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารในการทำความสะอาดเลือดและช่วยลดความดันโลหิต สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินขึ้นฉ่ายเป็นประจำ หรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้า เพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ ในขึ้นฉ่ายยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง และสารที่ช่วยขับของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่ได้รับควัน บุหรี่ด้วย

12. แครอท เต็มไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีน ( Alpha and Beta-carotene ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิตามินเอ และถือว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษใน สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยระบบทางเดินประสาท สายตา ผิวหนัง ที่ต้องสัมผัสแสงแดดเป็นประจำ และจากการวิจัยพบว่าสารในแครอทช่วยลดการเกิดมะเร็ง และช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจและหัวใจแข็งแรงขึ้น

11. มะเขือพวง คนไทยนิยมใส่มะเขือพวงในอาหารประเภทผัดเผ็ด แกงป่า แกงกะทิ และน้ำพริก สมัยก่อนแกงกะทิ เช่น แกงไก่ใส่มะเขือพวงมาก ใส่ไก่น้อยเน้นการกินมะเขือเป็นหลัก แต่ปัจจุบันกลับตรงกันข้าม แกงไก่มักใส่ไก่มากกว่ามะเขือ และคนก็เลือกกินแต่ไก่ จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนในปัจจุบันมีรูปร่างอ้วนกว่าคนสมัยก่อน

มะเขือพวงเป็นผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งสามารถช่วยดูดซึมไขมันในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยจับไขมันอิ่มตัว (ไขมันอันตราย) และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้นและลดการสะสมของเสีย

10. ส้มโอ หรือ เกรปฟรุต เพราะเป็นผลไม้รสชาติดีจึงได้รับความนิยมในอาหารมื้อเช้าของชาวตะวันตก สารเพกตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในเกรปฟรุต สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนและขวางทางเดินในหลอดเลือด นอกจากนี้เพกตินยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้โลหะหนักเหล่านี้ทำอันตรายต่อ ร่างกาย ส่วนเกรปฟรุตช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพราะอาหารและมะเร็งตับอ่อน สารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุตช่วยปกป้องสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

9. กระเทียม จากหลายการศึกษาให้ผลตรงกันถึงคุณสมบัติของกระเทียมในการทำความสะอาดร่างกาย นั่นคือ การกินกระเทียมเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับและฆ่าพยาธิในทางเดินอาหาร และฆ่าเชื้อไวรัส โดยเฉพาะทำความสะอาดเลือดและระบบลำไส้ ทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่นและลดแรงดันโลหิต นอกจากนี้ยังต่อต้านการเกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น แต่ก็ควรระวังเรื่องการกินกระเทียมมากเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดลมหายใจที่มีกลิ่นกระเทียมไปด้วย

8. บลูเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่มีค่าแอนติออกซิแดนต์สูงมากชนิดหนึ่งและถือเป็นหนึ่งในสุดยอด อาหารรักษาโรค เนื่องจากในบลูเบอร์รี่มีสารแอสไพรินตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดการระคายเคือง fos detox สารที่มีในบลูเบอร์รี่สามารถเข้าไปขัดขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

7. กะหล่ำ เต็มไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระ ( Antioxidant ) และช่วยตับขับฮอร์โมนที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นฮอร์โมนความเครียดที่มีผลเสียต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร รักษาและปกป้องกระเพราะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ พืชตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี และกะหล่ำปม ผักเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดร่างกายและช่วยกำจัดของเสียจากสิ่งแวดล้อม เช่น ของเสียจากควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย และช่วยให้ตับผลิตเอนไซม์ออกมาให้เพียงพอในการกำจัดของเสีย

6. บีตรูต ผักสีแดงที่นิยมใส่ในสลัดนี้นับเป็นผักมหัศจรรย์ซึ่งเประกอบไปด้วยไฟโตเคมี คอล ( Phytochemical ) วิตามินและเกลือแร่หลายชนิด ซึ่งทำให้บีตรูตมีคุณสมบัติต่อต้านชื้อโรค ทำความสะอาดเลือด ตับ และระบบน้ำเหลือง อีกทั้งมีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น จึงช่วยกำจัดของเสียได้ง่ายและเร็วขึ้น ซึ่งจากกการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่าบีตรูตช่วยปรับระดับกรด-ด่างในเลือด ให้สมดุลด้วย

5. อะโวคาโด อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ปัจจุบันเราก็สามารถหาซื้ออะโวคาโดได้จากตลาดทั่วไป ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน(Glutathione ) ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนัก ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ( University of Michigan ) พบว่าผู้สูงอายุซึ่งกินอาหารที่มีสารกลูตาไทโอนสูงจะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ ได้กิน และมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

4. ตำลึง ผักใบเขียวที่ขึ้นข้างรั้วหาง่าย และราคาไม่แพงนี้ ในสมัยก่อนเรามักนำมาทำแกงจืดตำลึงโดยใสเนื้อสัตว์น้อยๆ แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่าแกงจืดตำลึงจะมีตำลึงอยู่ไม่กี่ใบ และมีหมูสับเต็มไปหมด ซึ่งตำลึงมีคุณสมบัติ ช่วยผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้สารที่มีอยู่ในตำลึงยังช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกายด้วย

3. แอปเปิ้ล ประกอบไปด้วยเพกตินสูง เพกตินเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่ช่วยจับคอเลสเตอรอลและโลหะหนักในร่างกายที่ ปะปนมากับอาหาร เช่น ปรอท ตะกั่ว ซึ่งทำลายเซลล์สมอง นี่คือเหตุผลที่เราควรจะกินแอปเบิลเพื่อล้างสารพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส จากการศึกษาทดลองยังพบว่าแอปเปิลช่วยขับสารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็ก และทำให้เกิดไมเกรนในผู้ใหญ่ได้

2. อัลมอนด์ เป็นถั่วที่มีใยอาหารสูง มีแคลเซียมและโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย แม้จะมีไขมัน แต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกาย ในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึงควรกินอัลมอนด์ นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็จะเกิดอาการไฮเปอร์ไกลซีเมีย ( Hyperglycemia ) ทำให้รู้สึกหิวน้ำมากกว่าปกติ หายใจไม่ออก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และหากน้ำตาลในเลือดต่ำที่เรียกว่า ไฮโปไกลซีเมีย( Hypoglycemia )จะทำให้เกิดอาการหน้ามืด เป็นลม ใจสั่น ไม่มีแรง คิดอะไรไม่ออก

1. กล้วย มีคุณสมบัติในการบำรุงและสร้างความแข็งแรงแก่กระเพาะอาหาร ในขณะเดียวกันก็ให้เกลือแร่ที่จำเป็นแก่ร่างกาย เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมช่วยควบคุมระดับของเหลวในร่างกายโดยช่วยขับของเหลว หรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกาย การกินกล้วยเป็นประจำยังช่วยป้องกันท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติอีกด้วย

นี่คือความสุดยอดของบ้านเมืองเราๅ ซึ่งบ้านเมืองอื่นแอบอิจฉา fos detox.

shania กล่องเขียว อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงล้างพิษ

Published / by admin

shania กล่องเขียว อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงล้างพิษ เพื่อที่จะขับสารพิษ และของเสียออกมาให้ได้มากที่สุด ร่างกายจำเป็นต้องอยู่ในสภาพที่เตรียมพร้อม กล่าวคือ เนื้อเยื่อ และกระแสเลือดต้องมีความเป็นด่างอ่อนๆ ร่างกายมีการรับ และผลิตของเสียน้อยลง ในขณะที่มีการปลดปล่อยสารพิษ และของเสียที่สะสมอยู่ออกมา นอกจากนั้น ร่างกายยังต้องมีการสะสมพลังงาน และเอนไซม์ที่จำเป็นต่อกระบวนการล้างพิษต่างๆ เช่น การยุติการเติบโตของเนื้องอก การกำจัดเซลล์ร่างกายที่ได้รับความเสียหาย หรือเสื่อมสภาพ การทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย ดังนั้นในช่วงนี้ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมภายในร่างกายให้มีความเหมาะสมต่อการล้างพิษ ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังต่อไปนี้ • ข้าวขาว และแป้งขัดขาว ควรงดข้าวขาว และอาหารที่ทำจากแป้งที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น ขนมปังขาว พาสต้า เนื่องจากอาหารเหล่านี้ มีผลทำให้ภายในร่างกายมีความเป็นกรด และเพื่อที่จะย่อยสลายอาหารเหล่านี้ ร่างกายจำเป็นต้องใช้เอนไซม์ และพลังงานเป็นจำนวนมาก ผลลัพธ์ที่ได้จากการกินอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปสูงในช่วงระหว่างล้างพิษก็คือ จะสูญเสียสารอาหารที่จำเป็นต่อกระบวนการล้างพิษ และทำให้ร่างกายไม่สามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้อย่างเต็มที่ shania กล่องเขียว.

shania กล่องเขียว

shania กล่องเขียว • เนื้อสัตว์ ชาเนีย กล่องเขียว

ในช่วงล้างพิษ ควรงดอาหารที่ทำจากนม ไข่ และเนื้อสัตว์ทั้งหมด เนื่องจากอาหารดังกล่าว จะก่อให้เกิดกรดในทางเดินอาหาร และกระแสเลือด และยังก่อให้เกิดของเสียประเภทโปรตีน ตกค้างภายในลำไส้ อีกทั้งร่างกายจะถูกบังคับให้นำเอาพลังงาน และเอนไซม์ที่สำรองเอาไว้ไปใช้ในการย่อยสลายโปรตีนที่มีความซับซ้อน และไขมันที่อยู่ในเนื้อสัตว์เหล่านั้น และยังต้องนำไปใช้ในการจัดการของเสียที่เกิดจากกระบวนการย่อยสลายอาหารดังกล่าว ที่ตกค้างอยู่ในทางเดินอาหารอีกด้วย shania กล่องเขียว

• น้ำอัดลม

น้ำอัดลม เป็นเครื่องดื่มที่ประกอบไปด้วย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำตาลทราย และกรดฟอสฟอริก ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้ มีผลต่อความเป็นกรดของเลือด ทำให้เลือดมีความเป็นกรดสูงขึ้น ร่างกายจึงมีระบบการป้องกันความปลอดภัย โดยการดึงเอาแคลเซียมที่เก็บสะสมไว้ มาช่วยปรับค่าความเป็นกรดด่างของเลือด และเนื้อเยื่อให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติ ทั้งนี้ การดึงเอาแคลเซียมที่สะสมอยู่ออกมาใช้งาน ร่างกายจะถูกบังคับให้ใช้พลังงาน และแคลเซียมจำนวนมาก ไปกับการพยายามปรับค่าความเป็นกรดด่างให้กลับมาเป็นปกติ แทนที่จะนำไปใช้ในกระบวนการชะล้างสารพิษ จึงเป็นการเสียพลังงาน และแร่ธาตุสำรองที่จำเป็นไปโดยเปล่าประโยชน์

• นมโคพาสเจอร์ไรซ์

ในช่วงล้างพิษ ควรเลี่ยงการดื่มนมโคพาสเจอร์ไรซ์ เนื่องจากน้ำนมโคมีโปรตีนเคซีน (Casein) ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีความเหนียว และแข็งแรงมาก จึงทำให้ลำไส้ของเราต้องทำงานหนัก เพื่อที่จะย่อยน้ำนมดังกล่าว นอกจากนั้น น้ำนมโคที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ยังสูญเสียเอนไซม์ ที่มีหน้าที่ในการย่อยนมดังกล่าวไป ดังนั้น เมื่อเราดื่มนมเข้าไป นมจะตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร ไม่สามารถย่อยสลายได้ จนทำให้นมเน่า และกลายเป็นเมือกเหลวๆ ที่เคลือบอยู่ตามผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้อุดตัน

• น้ำตาลทรายขาว

น้ำตาลทรายขาว หรือน้ำตาลซูโครส เป็นอาหารที่จัดว่ามีอันตรายที่สุด เนื่องจากก่อให้เกิดกรดภายในร่างกาย ในเวลารวดเร็ว และรุนแรง ระบบป้องกันตัวของร่างกาย จึงดึงเอาแคลเซียมจากกระดูก และฟันในปริมาณมาก เข้ามายังกระแสเลือด เพื่อปรับเลือดที่เป็นกรดให้มีความเป็นกลาง

• ธัญพืชส่วนใหญ่

ในระหว่างล้างพิษ ไม่ควรกินธัญพืช หรือถั่ว เพราะในการย่อยอาหารที่ทำจากธัญพืชดังกล่าวจะทำให้เกิดกรด และจำเป็นต้องใช้พลังงาน และเอนไซม์ในการย่อยจำนวนมาก ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวสาลี เช่น ขนมปัง หรือพาสต้า เพราะแป้งสาลีไม่เพียงเป็นธัญพืชที่ก่อให้เกิดกรดมากที่สุด แต่ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ในคนจำนวนมาก และในช่วงล้างพิษ อาการแพ้ดังกล่าวอาจรุนแรงมากยิ่งขึ้น

อาหารที่ควรกินในช่วงล้างพิษ

ในขณะที่ล้างพิษ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่สร้างความเป็นกรดให้แก่เลือด และเนื้อเยื่อ แล้วอาหารที่ควรกินในช่วงล้างพิษ ควรเป็นอาหารที่มีส่วนช่วยสร้างสภาพแวดล้อม ภายในร่างกายให้มีความเป็นด่าง ช่วยทำความสะอาดเลือด และเนื้อเยื่อ ช่วยชะล้างของเสีย หรือสารพิษที่มีสภาพเป็นกรด มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการล้างพิษ ก่อให้เกิดของเสียจากกระบวนการเผาผลาญ หรือการย่อยอาหารน้อยที่สุด และใช้พลังงาน และเอนไซม์ในการย่อยสลายน้อยที่สุด มีดังต่อไปนี้

• พริกป่น

พริกป่น เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการเยียวยา และล้างพิษมากที่สุด พริกป่นช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ช่วยบำรุงหัวใจให้ทำงานอย่างเป็นปกติ และอยู่ในสภาวะสมดุล ทำให้เซลล์ และเนื้อเยื่อของร่างกายได้รับออกซิเจน และสารอาหารที่จำเป็นอย่างพียงพอ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบฮอร์โมน เพื่อเป็นการกระตุ้นการบีบตัวของทางเดินอาหาร รักษาภาวะเลือดคั่งในตับ เพิ่มความแข็งแรงของภูมิคุ้มกัน ลดการทำงานของลำไส้ และกระตุ้นระบบการย่อยอาหารให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ช่วยรักษาแผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร เนื่องจากพริกป่นช่วยทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคของแผลเรื้อรังดังกล่าว ทำให้แผลหายเร็วขึ้น พริกป่นมีคุณสมบัติเป็นด่าง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสำหรับการล้างพิษมากที่สุด

• ผัก และผลไม้สด

ผัก และผลไม้สด มีสรรพคุณในการทำความสะอาด และชำระล้างร่างกาย การย่อยสลายผัก และผลไม้สดจะก่อให้เกิดของเสียในร่างกายในปริมาณน้อย และใช้พลังงาน และเอนไซม์ในการเผาผลาญน้อยด้วยเช่นกัน ในขณะที่ให้สารอาหาร และแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการล้างพิษ และซ่อมแซมร่างกายจำนวนมาก นอกจากนั้น อาหารที่ได้จากพืชผัก ยังมีวิตามินในปริมาณที่พอเหมาะ ที่จะช่วยบำรุงรักษาลำไส้ ตับ รวมไปจนถึงอวัยวะที่ใช้ในการขจัดของเสียต่างๆ อีกด้วย ผลไม้ที่เหมาะสำหรับการล้างพิษควรเป็นผลไม้จำพวกส้ม และมะนาว หรือผลไม้ที่มีความหวานเพียงเล็กน้อย เช่น แอปเปิ้ล แบล็คเบอร์รี่ ลูกแพร์ แตงโม องุ่นดำ กีวี มะม่วงดิบ แคนตาลูป มะละกอ เสาวรส สับปะรด เป็นต้น ส่วนผักที่มีคุณสมบัติที่เหมาะแก่การล้างพิษ ได้แก่ แตงกวา แครอท กระเทียม พริก ขิง มันเทศ หัวหอม บีทรูท กะหล่ำปลี มันแกว มะเขือเทศ ฟักทอง เซเลอรี พาร์สลีย์ รวมไปถึงผักใบเขียวเข้มต่างๆ

• ธัญพืช และถั่วบางชนิด

ในการล้างพิษนั้น ไม่ได้หมายความว่า ควรงดอาหารที่ทำจากธัญพืชทุกชนิด เพราะยังมีธัญพืชบางชนิดที่มีสภาพเป็นด่าง ได้แก่ ข้าวฟ่าง ข้าวแดง ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวไรย์ อาหารที่ทำจากธัญพืชเหล่านี้ จะง่ายต่อการย่อย และยังให้สารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการอีกมากมาย เช่น คาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของกระบวนการเผาผลาญสารอาหาร มีใยอาหารที่ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ มีกรดอะมิโน วิตามินบี และแร่ธาตุ นอกจากนี้ เมล็ดถั่วอย่างอัลมอนด์ เมล็ดถั่วที่ย่อยง่าย ช่วยทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายอยู่ในสภาวะเป็นด่าง เป็นแหล่งของกรดอะมิโน และกรดไขมันที่จำเป็น เป็นแหล่งของแคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับกระบวนการล้างพิษ

• แคลเซียม

ในระหว่างล้างพิษ ร่างกายต้องการแคลเซียม และแมกนีเซียมในปริมาณที่มากกว่าปกติ แคลเซียมช่วยปรับสภาพแวดล้อมภายในร่างกายให้เป็นด่าง ช่วยในการทำงานของระบบเผาผลาญ และจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ และเนื้อเยื่อที่สร้างขึ้นใหม่ เนื่องจากแหล่งสำคัญของแคลเซียม ซึ่งก็คือ นมโค เป็นอาหารต้องห้ามของการล้างพิษ เราจึงสามารถได้รับแคลเซียมจากอาหารประเภทอื่นแทน เช่น งา บร็อคโคลี่ สาหร่าย เป็นต้น

• แมกนีเซียม

แมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบสำคัญของเอนไซม์ที่เป็นด่าง ซึ่งร่างกายจำเป็นต้องผลิตขึ้นสำหรับกระบวนการล้างพิษ และยังเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสมดุลการทำงานของระบบหัวใจ และระบบประสาท เนื่องจากทั้งแคลเซียม และแมกนีเซียม จะทำงานร่วมกันในการขับสารพิษออกจากร่างกาย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ร่างกายต้องได้รับแร่ธาตุทั้งสองในปริมาณที่เพียงพอ ร่างกายจะนำแมกนีเซียมมาใช้งานได้ง่ายที่สุด ในรูปของแมกนีเซียมคลอไรด์ ซึ่งพบได้ในเกลือทะเล

• คลอโรฟิลล์จากธรรมชาติ

ดร.เบอร์นาร์ด เจนเซ็น (Dr.Bernard Jensen) หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดร่างกายด้วยการล้างพิษกล่าวว่า “คลอโรฟิลล์ มีคุณสมบัติในการเร่งกระบวนการชะล้างสารพิษ และของเสียในตับ กระแสเลือด และลำไส้ใหญ่ให้เป็นไปเร็วขึ้น” คลอโรฟิลล์ เป็นหนึ่งในสารที่ช่วยทำความสะอาดระบบเลือด และเนื้อเยื่อ shania กล่องเขียว ทำให้ฮีโมโกลบินแข็งแรง ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเม็ดเลือด ที่ทำหน้าที่ในการลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์ และเนื้อเยื่อ แหล่งที่พบคลอโรฟิลล์ได้แก่ สาหร่ายสไปรูลิน่า น้ำคั้นต้นอ่อนธัญพืชต่างๆ เป็นต้น

• นมแพะ

เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีน แคลเซียม และสารอาหารที่จำเป็นจากน้ำนมสัตว์ในช่วงล้างพิษ น้ำนมจากแพะ และผลิตภัณฑ์จากนมแพะ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เช่น โยเกิร์ต เนยแข็ง และน้ำนม ซึ่งมีสภาวะเป็นด่างอ่อนๆ และมีแร่ธาตุพื้นฐาน เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน และสารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ คล้ายคลึงกับน้ำนมมนุษย์ นอกจากนี้ นมแพะยังมีไขมัน และให้พลังงานน้อยมาก ร่างกายสามารถย่อยสลาย และดูดซึมมาใช้ประโยชน์ได้อย่างง่ายดาย

• ชาสมุนไพร

ชาสมุนไพรเกือบทั้งหมดจะมีความเป็นด่าง และมีประโยชน์ในแง่ของการช่วยบำบัด มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการทำงานของอวัยวะ รวมไปจนถึงต่อมต่างๆ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการขับสารพิษให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น

• น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล

น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล มีสรรพคุณแตกต่างจากน้ำส้มสายชูทั่วไป กล่าวคือ ในขณะที่น้ำส้มสายชูที่ใช้กันทั่วไปในครัวเรือน จะมีส่วนผสมของกรดอะซิติก ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นกรด ทำให้เกิดอุปสรรคในการล้างพิษ แต่น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล จะมีส่วนผสมของกรดมาลิก ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นด่าง จึงเป็นอาหารที่เหมาะกับการรับประทานในช่วงล้างพิษ

• ถั่วงอก

เมล็ดพืชที่ถูกเพาะจนงอกเป็นต้นอ่อน หรือที่เรียกกันว่าถั่วงอก ถือเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน เอนไซม์ และพลังงานที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย นักชีววิทยายืนยันว่า ถั่วงอกดีต่อระบบย่อยอาหาร และมีความเป็นด่าง ที่เหมาะสำหรับการล้างพิษ

• น้ำ

น้ำ กลายเป็นสื่อกลางในการชะล้างสารพิษ และของเสียออกจากร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงล้างพิษ จำเป็นต้องดื่มน้ำสะอาดให้มากกว่าปกติ เพื่อละลายของเสีย และสารพิษที่อยู่ในกระแสเลือด และเนื้อเยื่อ และเพื่อเจือจาง และปรับค่าความเป็นกรดด่างของของเสียดังกล่าว ให้มีความเป็นกลางก่อนที่จะถูกขับออกไปทางอวัยวะขับถ่าย shania กล่องเขียว.

วิตามินซี 1000 น้ำมะนาว วิตามินซี (vitamin C) พบมากในผลไม้แทบทุกชนิด

Published / by admin

วิตามินซี 1000 น้ำมะนาว วิตามินซี (vitamin C) พบมากในผลไม้แทบทุกชนิด โดยพบมากในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น อะเซโลรา (acerola) เชอร์รี (cherry) ฝรั่ง มะขามป้อม มะปรางสุก มะละกอสุก มะม่วง ส่วนในผักที่พบได้มาก ยกตัวอย่างเช่น คะน้า บร็อคโคลี พริกชี้ฟ้าเขียว ยอดสะเดา เป็นต้น ในเมืองไทยเองก็มีการศึกษาของสำนักโภชนาการ กองอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เพื่อทดสอบและหาปริมาณวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ในผักผลไม้ที่สามารถหาได้ในประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า ฝรั่งกลมสาลี่ มีวิตามินซีสูงที่สุด คือ 187 มิลลิกรัมต่อส่วนของผลไม้ที่รับประทานได้ 100 กรัม รองลงมาคือ ฝรั่งไร้เมล็ด ซึ่งพบวิตามินซี 151 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม และอันดับสามคือ มะขามป้อม พบวิตามินซี 111 มิลลิรัมต่อ 100 กรัม ความต้องการของร่างกาย ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai Recommended Daily Intakes– Thai RDI) สำหรับวิตามินซี ได้กำหนดไว้เท่ากับ 60 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับเด็กอายุ 6-12 เดือน ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้รับในแต่ละวันของสหรัฐอเมริกา (USRDA) กำหนดไว้ที่ 35 มิลลิกรัมต่อวัน เด็กอายุ 1-3 ปี ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้รับในแต่ละวันของสหรัฐอเมริกา (USRDA) กำหนดไว้ที่ 40 มิลลิกรัมต่อวัน วิตามินซี (vitamin C) หรือ กรดแอสคอร์บิค (ascorbic acid) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายของเราไม่สามารถสังเคราะห์ใช้เองได้ ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ จึงทำให้มนุษย์ต้องได้รับวิตามินซีจากอาหาร โดยที่อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินชนิดนี้ ได้แก่ ผักและผลไม้สด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลไม้ในตระกูลส้ม วิตามินซี 1000.

วิตามินซี 1000

วิตามินซี 1000 ส้ม วิตามินซี ผลไม้ acerola cherry

ภายในร่างกายของเรา วิตามินซี ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดปฏิกิริยาของเอนไซม์ และการสังเคราะห์สารชนิดต่าง ๆ เช่น คอลลาเจน (collagen) คาร์นิทีน (carnitine) และสารสื่อประสาทอย่างนอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine) อะเซโรล่า เชอรี่

โรคและอาการที่เกิดจากการขาดวิตามินซี

เลือดออกตามไรฟัน scurvy ขาดวิตามินซี

ลักปิดลักเปิด หรือ โรคเลือดออกตามไรฟัน (scurvy) เป็นโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินซีอย่างรุนแรง เป็นที่รู้จักกันมานานหลายศตวรรษ วิตามินซี 1000

การขาดวิตามินซี จะทำให้กระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน (collagen) ผิดปกติ ผลดังกล่างทำให้เกิดภาวะเลือดออกตามไรฟัน มีเลือดออกใต้ผิวหนัง แผลหายยาก ผิวหนังช้ำได้ง่าย ผมหลุดร่วงง่าย ฟันโยกและหลุด รวมถึงอาการปวดและบวมของข้อ

นอกจากนี้การขาดวิตามินซี ยังส่งผลทำให้กระบวนการสังเคราะห์คาร์นิทีน (carnitine) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานจากไขมัน และนอร์อิพิเนฟริน (norephinephrine) ที่เกี่ยวข้องกับความตื่นตัวของร่างกาย จึงส่งผลทำให้คนที่ขาดวิตามินซี อาจเกิดความเหนื่อยล้า (fatigue) ขึ้นได้

ลักปิดลักเปิดเป็นโรคที่พบยากในประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากการรับประทานวิตามินซีเพียงวันละ 10 มิลลิกรัม ก็สามารถป้องกันโรคดังกล่าวได้ แต่ในประเทศที่กำลังพัฒนา หรือภาวะขาดแคลนอาหาร ประชากรในวัยเด็กและผู้สูงอายุ อาจมีความเสี่ยงของโรคลักปิดลักเปิดเพิ่มมากขึ้น

วิตามินซี ช่วยอะไร

มีการใช้วิตามินซีสำหรับการรักษาและป้องกันไข้หวัด บางคนอาจใช้เพื่อรักษาโรคติดเชื้อต่าง ๆ เช่น หลอดลมอักเสบ เชื้อไวรัสเอดส์ (HIV) วัณโรค โรคบิด ฝีที่ผิวหนัง และโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ยังมีการใช้เพื่อรักษาสิว และโรคแผลในกระเพาะอาหาร ทีเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori
มีการศึกษาและวิจัย สนับสนุนว่าการรับประทานวิตามินซี สามารถช่วยลดระยะเวลาของโรคไข้หวัดได้ แต่ผลการรักษาอาการต่าง ๆ ของไข้หวัดยังมีหลักฐานสนับสนุนที่จำกัด
มีการใช้วิตามินตัวนี้ สำหรับรักษาโรคซึมเศร้า วิตามินซี 1000 โรคสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ โรคสมาธิสั้น (ADHD) รวมถึงช่วยบรรเทาความเครียดและความเหนื่อยล้าย ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
มีผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การได้รับวิตามินซีในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากอาหารปกติ และอาหารเสริม สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคเส้นเลือดในสมองตีบตัน
นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ระดับของวิตามินซีในเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิต จากโรคมะเร็ง และโรคหัวใจและหลอดเลือด
การฉีด vitamin c เข้าหลอดเลือดดำ เพื่อใช้ร่วมกับการรักษาโรคมะเร็ง กำลังถูกทดสอบในการทดลองทางคลินิก ซึ่งการทดลองนี้อยู่ในช่วงระยะที่สอง
ช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารเพิ่มขึ้น ป้องกันโรคโรหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และสามารถแก้ไขความไม่สมดุลของโปรตีนในเด็กทารกแรกเกิด (tyrosinemia) ได้
ยังถูกใช้เพื่อเพิ่มความอดทนของร่างกาย รวมถึงใช้เพื่อลดผลข้างเคียงของยาคอร์ติโซน (cortisone) และยาในกลุ่มสเตียรอยด์ และยังถูกใช้ในกรณีการบำบัดคนที่ติดยาเสพติดอีกด้วย
วิตามินซีสามารถปกป้องผิวหนังจากแสงแดด มลพิษ และอันตรายจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ช่วยชะลอริ้วร้อยบนผิวหนัง รวมถึงยังมีการนำไปใช้เพื่อลดความเสียหายของผิวหนังจากการฉายแสง
วิตามินซียี่ห้อไหนดี สังเคราะห์ VS ธรรมชาติ

วิตามินซีที่มีขายตามท้องตลาด มีทั้งชนิดที่สกัดมาจากธรรมชาติ (natural vitamin C) และจากการสังเคราะห์ทางเคมี (synthetic vitamin C) โดยทั้งสองรูปแบบมีข้อแตกต่างกันดังนี้

วิตามินซีจากธรรมชาติ ได้มาจากการสกัดผักและผลไม้ต่าง ๆ มีความเป็นกรดที่ต่ำกว่าแบบที่ได้จากการสังเคราะห์ ซึ่งจะช่วยลดอาการระคายเคืองในทางเดินอาหารได้ นอกจากนี้ยังมีสารไอโอฟลาโวนอยด์ (bioflavonoids) ซึ่งจะช่วยในการดูดซึมวิตามินซี และช่วยเพิ่มความแข็งของหลอดเลือดฝอยในร่างกาย
วิตามินซีสังเคราะห์ ได้มาจากการสังเคราะห์ทางเคมี สูญสลายจากกระบวนการอ๊อกซิเดชั่น (oxidation) ได้ง่าย มีความเป็นกรดสูงกว่า อาจระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ง่าย มีข้อดี คือ ราคาถูก และหาซื้อได้ง่าย
นอกจากนี้ยังมีการนำวิตามินซีสังเคราะห์ มาทำปฏิกิริยากับสารอื่น ๆ เพื่อลดความเป็นกรด ซึ่งจะมีเกิดความระคายเคืองทางเดินอาหารลดลง
แม้ว่ารูปแบบของวิตามิน ที่มาจากธรรมชาติ และที่มาจากการสังเคราะห์ อาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน แต่จากการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบ ไม่พบว่าทั้งสองรูปแบบมีความแตกต่างกัน ในแง่ของประสิทธิภาพและการออกฤทธิ์ในร่างกาย วิตามินซี 1000.

flow อาหารเสริมบำรุงสมอง อาหารบำรุงสมอง ปลาแซลมอนธรรมชาติ

Published / by admin

flow อาหารเสริมบำรุงสมอง อาหารบำรุงสมอง ปลาแซลมอนธรรมชาติ ปลาน้ำลึกชนิดนี้ เป็นปลาที่อุดมไปด้วย omega-3 ที่ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่มีคุณภาพสำหรับสมอง นักวิจัยแนะนำให้รับประทานแซลมอนธรรมชาติที่มีความสะอาด นอกจากนี้ปลาที่อุดมไปด้วยไขมันอื่นๆ นอกจากแซลมอนก็จะมีปลาซาร์ดีน ปลาแฮร์ริ่ง โดยปริมาณที่เหมาะสมในการรับประทานปลาเหล่านี้ก็คือ 4 ออนซ์ต่อสัปดาห์ อาหารบำรุงสมอง3 อโวคาโด อาหารที่ช่วยในการบำรุงสุขภาพสมอง จริงๆแล้วอโวคาโดเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันสูงแต่เป็นไขมันที่เรียกว่า Monounsaturated fat หรือไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ไขมันชนิดนี้เป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพที่จะช่วยทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น เมื่อเลือดหมุนเวียนดีเลือดนั้นย่อมไปสู่สมองได้อย่างคล่องตัวนั้นเอง นอกจากนั้นยังช่วยลดความดันโลหิต เมื่อความดันโลหิตลดลงจะช่วยทำให้ส่งเสริมสุขภาพสมองได้ดีขึ้น อโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่สูงมากดังนั้น เวลารับประทานอโวคโดควรรับประทานอย่างมาก ¼ ผลหรือครึ่งผลต่อการรับประทานจะดีต่อสุขภาพมากกว่ารับประทานมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดโทษ flow อาหารเสริมบำรุงสมอง.

flow อาหารเสริมบำรุงสมอง

flow อาหารเสริมบำรุงสมอง อาหารบำรุงสมอง4

ช็อคโกแลต อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อแต่เป็นเรื่องจริง แต่ช็อคโกแลตนึ้ควรจะเลือกรับประทานเป็นช็อคโกแลตขมหรือ dark chocolate จะดีกว่า ช็อตโกแลตประกอบไปด้วย ฟลาโวนอยด์ flavonoids สารแอนตี้ออกซิแด้นชนิดหนึ่ง antioxidants บางงานวิจัยได้มีบางชิ้นว่าไว้ว่าสารชนิดนี้มีผลเชื่อมต่อกับสมอง อาหารที่มีส่วนประกอบของ ฟลาโวนอยด์ flavonoids ชนิดอื่นๆ ได้แก่ แอปเปิ้ล องุ่นแดงหรือองุ่นม่วง ไวน์แดง หัวหอม ชาและเบียร์ การกินช็อคโกแลตในส่วนที่เหมาะสมก็คือ ครึ่งแท่งต่อวัน

อาหารบำรุงสมอง5

น้ำเปล่า เป็นน้ำที่เรารับประทานกันทุกวันอยู่เป็นประจำแต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันก็คือปริมาณที่ใช้ดื่ม ทุกๆเซลล์ในร่างกายย่อมต้องการน้ำไม่เว้นแม้แต่เซลล์สมองเอง หากแบ่งสมองเป็น 4 ส่วนจะค้นพบว่ามี 3 ส่วนก็คือน้ำ มหาวิทยาลัยเล็กๆในรัฐ Ohio ได้ค้นพบว่าคนที่ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมจะมีผลการทดสอบด้านสมองดีกว่าผู้ที่ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ปริมาณที่เหมาะสมในการดื่มน้ำก็คือ 6-8 แก้วต่อวัน flow อาหารเสริมบำรุงสมอง

จะเห็นได้ว่าอาหารที่ใช้บำรุงสมองก็สามารถหารับประทานง่ายได้ตามท้องตลาด ไม่จำเป็นที่จะต้องไปกินยาเสริมอาหารที่นอกจากจะไม่จำเป็นมากแล้วยังมีราคาแพงอีกด้วย

สาบเสือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Eupatorium odoratum L. ชื่อภาษาอังกฤษว่า Bitter bush, Siam weed มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น หญ้าเสือหมอบ หญ้าดงร้าง หญ้าดอกขาว บ้านร้าง หมาหลง(สุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี), หญ้าดอกขาว(สุโขทัย ระนอง), หญ้าเลาฮ้าง(ขอนแก่น), สะพัง(เลย), มุ้งกระต่าย(อุดรธานี), ยี่สุ่นเถื่อน(สุราษฎร์ธานี), ต้นขี้ไก่(ใต้), พาพั้งขาว(ไทใหญ่), จอดละเห่า(ม้ง) และเฮียงเจกลั้ง ปวยกีเช่า(จีน) เป็นต้น

ลักษณะเป็นไม้ล้มลุก แตกกิ่งก้านสาขามากมายจนเหมือนทรงพุ่ม มีอายุแค่ 1 ปี สูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านปกคลุมด้วยขนอ่อนนุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยว รูปหอก ปลายใบแหลม ฐานใบกว้าง ขอบใบหยัก ที่ใบเห็นเส้นชัดเจน 3 เส้น ดอกออกเป็นช่อ ลักษณะเป็นกระจุกคล้ายร่ม สีขาวหรือฟ้าอมม่วง ไม่มีกลิ่นหอมเลย มีแต่กลิ่นคล้ายสาบเสือ ออกดอกในฤดูหนาว ส่วนผลมีขนาดเล็ก เป็นสันหรือห้าเหลี่ยม แห้ง เรียว บาง มีสีน้ำตาลหรือดำ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

เมื่อนำใบและก้านมาขยี้ จะมีกลิ่นแรงคล้ายกลิ่นสาบเสือ จึงเป็นที่มาของชื่อสาบเสือ เล่ากันว่า คนโบราณเวลาหนีสัตว์ร้ายเข้าไปในดงสาบเสือจะปลอดภัย เพราะสัตว์นั้นจะไม่ได้กลิ่นคน แต่จะได้กลิ่นสาบเสือแทน

สาบเสือมีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกากลาง แพร่กระจายตั้งแต่ทางตอนใต้ของฟลอริดา จนถึงพื้นที่ตอนเหนือของอาร์เจนตินา และเขตร้อนของโลกทุกทวีป ขึ้นทั่วไปทั้งในสภาพดินชื้นหรือแห้ง ที่รกร้างว่างเปล่า และตามที่ที่มีแสงแดดมากๆ จึงเป็นสมุนไพรที่หาได้ง่าย

ตัวยาสำคัญของสมุนไพรชนิดนี้อยู่ที่ใบ เพราะใบของสาบเสือมีสารสำคัญ คือ กรดอะนิสิก และฟลาโวนอยด์หลายชนิด เช่น ไอโซซากูรานิติน และโอโดราติน รวมทั้งน้ำมันหอมระเหย flow อาหารเสริมบำรุงสมอง ซึ่งประกอบไปด้วยสารยูพาทอล คูมาริน โดยสารสำคัญเหล่านี้จะไปออกฤทธิ์ที่ผนังเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดหดตัว และยังมีฤทธิ์ไปกระตุ้นสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้เร็วขึ้น ทำให้สามารถห้ามเลือดได้

สารสกัดจากกิ่งและใบยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดหนอง

ด้วยเหตุนี้ หมอยาไทยโบราณจึงมักใช้ใบสาบเสือรห้ามเลือด รักษาแผลสด สมานแผล ป้องกันการเกิดแผลเป็น ถอนพิษแก้อักเสบ แก้พิษน้ำเหลือง ตาฟาง ตาแฉะ ริดสีดวงทวารหนัก รักษาแผลเปื่อย

นอกจากนี้ ใบสาบเสือยังช่วยแก้ผมหงอก ทำให้ผมดกดำ โดยนำมาตำแล้วใช้หมักผมเป็นประจำ จะทำให้เส้นผมดูดกดำขึ้น และมีฤทธิ์ในการกำจัดปลวก ไล่แมลง ฆ่าแมลง ยับยั้งการงอกและชะลอการเจริญเติบโตของพืชอื่นๆ

สำหรับสรรพคุณส่วนอื่นๆของสาบเสือ ได้แก่
ต้น : เป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ แก้บวม ดูดหนอง
ดอก : เป็นยาแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ชูกำลัง แก้อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ แก้ไข้
ราก : เป็นยาแก้โรคกระเพาะ แก้ไข้ป่า
ทั้งต้น : เป็นยาแก้บาดทะยัก และรักษาแผลสด ใช้เป็นยาฆ่าแมลง

ผศ.ดร.ภญ.วีณา นุกูลการ สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวยืนยันถึงสรรพคุณของใบสาบเสือว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ทำให้เลือดหยุดไหล สมานแผล ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อจุลชีพ ช่วยในการห้ามเลือด รักษาแผลสด แผลเปื่อย แก้อักเสบ และแก้ริดสีดวงทวาร

จากผลการศึกษาทางคลินิก พบว่า ใบสาบเสือแบบสดและแบบแห้ง สามารถห้ามเลือดในผู้ป่วยที่มีบาดแผลฉีกขาดของเนื้อเยื่อและหลอดเลือดฝอย ได้เร็วกว่าการใช้ผ้าก๊อซอย่างเดียวประมาณ 10-15 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและความลึกของบาดแผล

โดยนำใบสดมาล้างให้สะอาด จากนั้นนำมาขยี้หรือโขลกให้ละเอียดแล้วพอกที่แผลสดทันที เนื่องจากใบของสาบเสือมีส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหย เทอร์พีน สเตียรอล คูมาริน และฟลาโวนอยด์หลายชนิด โดยสารสำคัญเหล่านี้จะไปออกฤทธิ์ที่ผนังเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดหดตัว และกระตุ้นสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแคลเซียมที่ช่วยให้เลือดหยุดไหลได้อีกด้วย

และล่าสุด สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการวิจัยพบว่า ใบสาบเสือมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด และป้องกันการเกิดต้อกระจก ซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นจากโรคเบาหวานได้อีกด้วย flow อาหารเสริมบำรุงสมอง.

super nano collagen การได้รับคอลลาเจนเม็ดเสริมในส่วนที่ขาดหายไป

Published / by admin

super nano collagen การได้รับคอลลาเจนเม็ดเสริมในส่วนที่ขาดหายไปตามวันเวลาที่ผ่านไป ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคอลลาเจนประเภทเปไทป์ ที่มีโมเลกุลเล็กจนกระทั่งง่ายมากๆ ในการดูดซึม ซึ่งแพทย์ผิวหนังทั่วโลกหลายคน มองว่า คอลลาเจนเม็ด คอลลาเจนผง เองก็ถือว่าเป็นหนึ่งของรูปแบบที่มีความแปลกใหม่เป็นอย่างมาก ในการรับคอลลาเจนจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย อย่างไรก็ตามคอลลาเจนเม็ด คอลลาเจนผง เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าค่อนข้างใหม่มากในวงการวิทยาศาสตร์ด้านผิวหนัง ยังมีข้อถกเถียงกันในวงการวิชาการว่า ผลลัพธ์ในการศึกษาคอลลาเจนสำเร็จรูปว่ามีผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมต่อผิวหนังนั้นเกิดขึ้นจากผลของคอลลาเจนเม็ดเหล่านั้นจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่ความบังเอิญเท่านั้น เพราะในกลุ่มนักวิชาการ ผู้คัดค้านการทานคอลลาเจนสำเร็จรูป ได้ให้เหตุผลโต้แย้งว่า โปรตีนทั้งไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจนเปปไทป์ โปรตีนชีวะภาพ หรือแม้แต่น้ำซุปกระดูกหมู ที่อุดมไปด้วยคอลลาเจนจำนวนมากอย่างที่ทราบกันดี คอลลาเจนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีมวลในลักษณะเดียวกัน ดังนั้น เมื่อทำการรับประทานผ่านลงไปในกระเพาะอาหาร ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ คอลลาเจนเหล่านั้นจะถูกย่อยสลายจนกระทั่งกลายเป็นกรดอะมิโนขนาดเล็ก และเมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เราก็ไม่สามารถกำหนดให้พวกมันมุ่งเป้าหมายไปที่อวัยวะเฉพาะส่วน อย่างเช่นผิวหนังได้ super nano collagen.

super nano collagen

super nano collagen ถึงแม้ว่าข้อเท็จจริงของคอลลาเจนสำเร็จรูป จะยังคงเป็นสิ่งที่สร้างความคลุมเคลือให้กับวงการวิทยาศาสตร์ความงามเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ก็ยังสามารถค้นพบว่า ภายในผลิตภัณฑ์ คอลลาเจนเม็ด คอลลาเจนผงเหล่านี้ ถ้าหากมีส่วนผสมบางประเภท ที่สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนภายในร่างกายได้ตามธรรมชาติ หรือส่วนประกอบที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านริ้วรอย ส่วนเหล่านี้ ก็จะสามารถสร้างผลลัพธ์ในการลดเลือนริ้วรอยบนผิวให้น้อยลง ซึ่งมีผลคล้ายคลึงกับการเติมเต็มคอลลาเจนให้กับชั้นผิวได้เช่นกัน ซุปเปอร์ นาโน คอลลาเจน

ในปัจจุบันไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็จะเห็นผลิตภัณฑ์คอลลาผง คอลลาเจนเม็ด วางขายอยู่รอบๆตัวเต็มไปหมด ทั้งในอินเตอร์เน็ต ในร้านสะดวกซื้อ แถมยังมีหลากหลายรูปแบบให้เลือก เช่น คอลลาเจนแบบผง แบบเม็ด เป็นต้น ความหลากหลายเหล่านี้ทำให้คุณสาวๆหลายๆคนผู้รักสุขภาพและความงาม ที่อยากให้ผิวกระชับเนียนสวย เกิดคำถามยอดฮิตว่า ในเมื่อมีผลิตภัณฑ์ออกมาวางขายมากมายจนตาลายแบบนี้ แล้วควร ทานคอลลาเจน ยี่ห้อไหนดี…? super nano collagen

สำหรับในวันนี้ เพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณสาวๆที่ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ยี่ห้อคอลลาเจนผง คอลลาเจนเม็ด ในดวงใจ บทความชิ้นนี้ จะขอแนะนำวิธีการเลือกซื้อคอลลาเจนอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นข้อมูลที่ช่วยในการประกอบการตัดสินใจซื้อได้อย่างถูกต้อง
วิธีการเลือกคอลลาเจน
การเลือกสรรว่าคอลลาเจนผง คอลลาเจนเม็ด ยี่ห้อไหนดี และปลอดภัย ก่อนทำการซื้อ คุณสาวๆควรทำการพิจารณาตามหัวข้อต่อไปนี้

1.มีปริมาณคอลลาเจนไม่เกิน 10,000 มิลลิกรัม สำหรับการรับประทานใน 1 วัน
สำนักงานอาหารและยา (อย.) ได้กำหนดให้สามารถรับประทานคอลาเจนได้ไม่เกินจำนวน 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวของผู้บริโภคได้ ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมที่แนะนำในการรับประทานใน 1 วัน คือ ไม่เกินวันละ 5,000 มิลิกรัม ก็ถือว่าเพียงพอแล้วต่อความต้องการของร่างกาย ฉะนั้น การทานคอลลาเจนปริมาณมากๆใน 1 วัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถช่วยทำให้ผิวสวยเต่งตึงขึ้นอย่างรวดเร็วมากขึ้น การรับคอลลาเจนในปริมาณน้อยๆ อย่างสม่ำเสมอจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการได้รับเพียงครั้งเดียวในปริมาณมากๆ

2.มีการรับรองจากสำนักงานอาหารและยา
เป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นจะต้องให้ความใส่ใจ super nano collagen เพราะการที่เราจะรับประทานอาหารเสริมเข้าไปในร่างกาย ก็ควรที่จะได้รับรองความปลอดภัยในระดับหนึ่งเสียก่อน ถ้าหากเป็นของที่ไม่รู้ที่มา ไม่ทราบแหล่งผลิต ส่วนประกอบเป็นปริศนา ก็ไม่ควรเสี่ยงรับประทาน เพราะอาจจะเป็นเสียมากกว่าผลดีต่อร่างกายได้

3.เลือกชนิดของคอลลาเจนที่ดูดซึมได้ง่าย
ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนผง หรือ คอลลาเจนเม็ด มักถูกทำขึ้นมาจากปลา หมู ไก่ เป็นต้น แต่ชนิดที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายที่สุด คือ คอลลาเจนที่สกัดจากปลาทะเล และควรเลือกคอลลาเจนแบบที่มีโมเลกุลต่ำ เพราะร่างกายสามารถที่จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น

4.พิจารณาส่วนประกอบอื่นๆในผลิตภัณฑ์
คอลลาเจนผง คอลลาเจนเม็ด จำเป็นที่จะต้องใช้สารอาหารหรือวิตามินประเภทอื่นๆมาช่วยเสริม เพื่อช่วยในการดูดซึมเข้าไปในร่างกาย เช่น วิตามินซี กลูโคซาไมด์ ไฮยารูลอน วิตามินอี เป็นต้น super nano collagen.

หลินจือมิน เห็ดหลินจือ [Ganoderma lucidum (Fr.) Karst.]

Published / by admin

หลินจือมิน เห็ดหลินจือ [Ganoderma lucidum (Fr.) Karst.] หรือที่รู้จักกันดีในประเทศไทย “เห็ดหมื่นปี เห็ดจวักงู” ชื่ออังกฤษ “Lacquered mushroom” ชื่อญี่ปุ่น “Mannantake” เห็ดหลินจือ จัดเป็นราชาแห่งสมุนไพรจีน ที่มีการใช้มานานกว่า 4,000 ปี เป็นยาอายุวัฒนะและรักษาโรคต่าง ๆ ในเภสัชตำรับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ระบุสรรพคุณเป็นยาบำรุงร่างกาย บรรเทาอาการอ่อนเพลีย แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง รักษาโรคหัวใจ และช่วยให้นอนหลับ(1) มีรายงานการศึกษาทางคลินิกพบว่า เห็ดหลินจือมีผลกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็งปอด(2) ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่(3) และผู้ป่วยมะเร็งขั้นลุกลาม(4) มีฤทธิ์ต้านปวดและมีความปลอดภัยในการใช้ในผู้ป่วยโรค rheumatoid arthritis(5) รักษาโรค neurasthenia(6) โรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง(7,8) อาการปวดหลังจากการติดเชื้องูสวัด(9) นอกจากนี้ยังพบว่าเห็ดหลินจือมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยามากมาย เช่น ฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน(10-13) ฤทธิ์ต้านเนื้องอกและมะเร็ง(10,14-16) ฤทธิ์ป้องกันเส้นประสาทเสื่อม(17-20) ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด(21-22) ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด(23-24) ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน(25-27) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammation)(28-29) เป็นต้น ซึ่งสารสำคัญคือ สารกลุ่ม polysaccharides(10,11,13) สารกลุ่ม triterpenoids(30-33) สารกลุ่ม sterols(34-36) สารกลุ่ม fatty acids(37) สารกลุ่มโปรตีน(38-41) เป็นต้น ซึ่งสารสำคัญดังกล่าวจะพบได้ในส่วนสปอร์มากกว่าส่วนดอก(42) และสปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและต้านมะเร็งได้ดีกว่าสปอร์ที่ไม่กะเทาะผนังหุ้ม และส่วนดอก(43-45) มีการศึกษาเกี่ยวกับพิษวิทยาของเห็ดหลินจือทั้งพิษแบบเฉียบพลันและพิษแบบเรื้อรังพบว่ามีความเป็นพิษต่ำมาก และมีความปลอดภัยสำหรับการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
ประเทศไทยมีการปลูกเห็ดหลินจือในเชิงพาณิชย์มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี โดยจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในรูปดอกเห็ดหั่นเป็นแผ่น น้ำเห็ดหลินจือ เครื่องดื่มชาเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจือ เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั้งสรรพคุณในการรักษาโรคภัยต่าง ๆ หรือการศึกษาการเพาะปลูกตามหลักเกณฑ์ที่ดีในการเพาะปลูก (Good agricultural Practice; GAP) หรือการเก็บสปอร์เห็ดหลินจือมาใช้ประโยชน์ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้เนื่องจากขาดการประสานงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีองค์ความรู้แต่ไม่มีการบูรณาการในการศึกษาวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง หลินจือมิน.

หลินจือมิน
หลินจือมิน ปี 2551-2554 สถาบันการแพทย์แผนไทย-จีน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้เป็นองค์หลักในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ โครงการพิเศษสวนเกษตรเมืองงาย ในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ คณะแพทยศาสตร์ และ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการวิจัยและพัฒนาเห็ดหลินจือตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงการใช้ประโยชน์ คณะเภสัชศาสตร์ linhzhimin มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เข้าร่วมโครงการฯ เป็นคณะทำงานการวิจัยเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือในระดับพรีคลินิก และคณะทำงานการพัฒนาผลงานการวิจัยเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือสู่การใช้ประโยชน์ หลินจือมิน
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษา “คุณภาพและปริมาณสารสำคัญของดอกเห็ดและสปอร์เห็ดหลินจือที่ปลูกในประเทศไทย”(46) โดยตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญกลุ่ม terpenoids(47) และสารกลุ่ม polysaccharides(48,49) การศึกษานี้จะเป็นข้อมูลบ่งชี้พันธุ์เห็ดหลินจือที่เหมาะสมในการปลูกในประเทศไทย อายุในการเก็บเกี่ยวสปอร์และดอกเห็ด ชนิดของท่อนไม้ที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงเห็ด และและได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสปอร์เห็ดหลินจือ ก่อนนำไปใช้ทางยาจะต้องกะเทาะผนังหุ้ม(50) ผลการศึกษาคุณภาพและปริมาณสารสำคัญของดอกเห็ดและสปอร์เห็ดหลินจือพันธุ์ MG1, MG2, MG5 พบว่า ระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 110 วัน และพันธุ์เห็ดที่มีปริมาณสารกลุ่ม polysaccharides สูงคือ พันธุ์ MG2 โดยพบในสปอร์ที่กระเทาะผนังหุ้ม (4.77%) มากกว่าดอกเห็ด (3.06%) ส่วนพันธุ์ที่มีปริมาณสารกลุ่ม triterpenoids สูง คือ พันธุ์ MG5 โดยพบในก้านดอก (0.55%) มากที่สุด รองลงมาคือดอกเห็ด (0.40%) และสปอร์ (0.27%) ตามลำดับ และพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงเห็ด คือ ไม้ลำไย และไม้สะเดา และงานวิจัยนี้ได้พิสูจน์ว่าสปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มมีสารสำคัญและฤทธิ์ทางยาดีกว่าสปอร์ที่ไม่กะเทาะผนังหุ้ม ทั้งนี้เพราะว่าผนังหุ้มสปอร์มีผนังหนา 2 ชั้น ผนังชั้นนอกเรียบ ผนังชั้นในยื่นคล้ายหนามไปชนผนังชั้นนอก ซึ่งผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าตัวทำละลายแอลกอฮอล์ หรือ dichloromethane ไม่สามารถสกัดสารสำคัญกลุ่ม triterpenoids ออกจากสปอร์เห็ดหลินจือที่ไม่กะเทาะผนังหุ้ม แต่การต้มสปอร์ที่ไม่กะเทาะผนังหุ้มด้วยน้ำจะสกัดสารกลุ่ม polysaccharides ได้บ้าง แต่ปริมาณน้อยกว่าสปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้ม นอกจากนี้ในสภาวะที่เป็นกรด หรือเป็นด่าง เลียนแบบสภาวะของกระเพาะและลำไส้ ตามลำดับ ก็ไม่สามารถทำลายผนังหุ้มของสปอร์ได้ ซึ่งพิสูจน์ได้จากการศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์อิเลกตรอน และ TLC chromatogram ซึ่งจะสอดคล้องกับกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราชพยาบาล เมื่อผู้ป่วยคนหนึ่งที่รับประทานผงเห็ดหลินจือแล้วมีอาการท้องเสีย เมื่อตรวจอุจจาระพบว่ามีสปอร์เห็ดหลินจือที่มีขนาดและรูปร่างคล้ายกับไข่พยาธิ ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจผิดได้ว่าอาการท้องเสียเกิดจากพยาธิ หลังจากหยุดการรับประทานผงเห็ดหลินจือ อาการต่าง ๆ ก็ดีขึ้น(51) กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการรับประทานสปอร์เห็ดหลินจือที่ไม่กะเทาะผนังหุ้ม ร่างกายคนไม่สามารถย่อยผนังหุ้มได้ ทำให้จึงยังคงพบสปอร์ในอุจจาระ ฉะนั้นการรับประทานสปอร์เห็ดหลินจือจึงต้องทำการกะเทาะผนังหุ้มก่อน เพื่อให้สารสำคัญถูกสกัดออกจากสปอร์และดูดซึมเข้าร่างกายได้ ซึ่งจะมีคุณค่าทางยาตามรายงานการวิจัยทางคลินิกหรือพรีคลินิก

เห็ดหลินจือ (อังกฤษ: Lingzhi) เป็นยาจีน (Chinese traditional medicine) ที่ใช้กันมานานกว่า 2,000 ปี นับตั้งแต่สมัยจักรพรรดิฉินซีฮ่องเต้เป็นต้นมา เห็ดหลินจือเป็นของหายากมีคุณค่าสูงในทางสมุนไพรจีน และได้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณ “เสินหนงเปินเฉ่า” ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่ที่สุดของจีนมีคนนับถือมากที่สุด ได้กล่าวไว้ว่า เห็ดหลินจือเป็น “เทพเจ้าแห่งชีวิต” (Spiritual essence) มีพลังมหัศจรรย์ บำรุงร่างกายใช้เป็นยาอายุวัฒนะในการยืดอายุออกไปให้ยืนยาว ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และยังสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง

สรรพคุณ

เห็ดหลินจือ
ในสมัยโบราณ กล่าวกันว่า เห็ดหลินจือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ให้พลังชีวิตมากขึ้น ใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้มีกำลัง ทำให้ความจำดีขึ้น ทำให้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ชัดเจนดีขึ้น ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสีหน้าแจ่มใส ชะลอความแก่ ส่วนสรรพคุณอื่นๆที่ได้รวบรวมไว้ได้แก่ รักษาและต้านมะเร็ง รักษาโรคตับ ความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ ปรับความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำ หลินจือมิน ภาวะมีบุตรยาก การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โรคภูมิแพ้ โรคประสาท ลมบ้าหมู เส้นเลือดอุดตันในสมอง อัมพาต อัมพฤกษ์ ปวดเมื่อย ปวดข้อ โรคเกาต์ โรคเอสแอลอี เส้นเลือดหัวใจตีบ ตับแข็ง ตับอักเสบ ปวดประจำเดือน ริดสีดวงทวาร อาหารเป็นพิษ แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ บำรุงสายตา และความเชื่อดังกล่าว ยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันแม้จะไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันชัดเจน

เห็ดหลินจือได้ถูกบันทึกไว้ว่า มีขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมาก กว่า 100 สายพันธุ์ และสำหรับสายพันธุ์ที่นิยมมีสรรพคุณทางยาดีที่สุดคือ กาโนเดอร์ม่า ลูซิดั่ม (Ganoderma lucidum) หรือสายพันธุ์สีแดง

เห็ดหลินจือมีสารโพลีแซคคาไรด์โดยใน ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ เห็ดหลินจือออกมาจำหน่ายกันเป็นจำนวนมาก การเลือกผลิตภัณฑ์ เห็ดหลินจือแดงควรศึกษาตั้งแต่วิธีการเพาะปลูก ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญ เพราะการจะได้เห็ดหลินจือที่มีคุณภาพที่ดีนั้น ตัวเห็ดหลินจือเอง จะต้องได้รับการเพาะเลี้ยงในสภาวะที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องความชื้น แสงสว่าง และสารอาหารที่ได้รับ ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ เพราะถือเป็นกระบวนการที่จะสกัดสารโพลีแซคคาไรด์จากตัวเห็ดเองออกมาให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้การบรรจุภัณฑ์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องให้ความสนใจไม่แพ้กัน ควรเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถกันความชื้นได้ดี เพราะว่าความชื้นจะทำให้เห็ดหลินจือขึ้นราได้ เนื่องจากเห็ดหลินจือค่อนข้างไวต่อความชื้น

ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ประเทศไทยมีการปลูกเห็ดหลินจือในเชิงพาณิชย์มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี โดยจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในรูปดอกเห็ดหั่นเป็นแผ่น น้ำเห็ดหลินจือ เครื่องดื่มชาเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจือ เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั้งสรรพคุณในการรักษาโรคภัยต่าง ๆ

การรักษามะเร็ง
ในปี 2559 มีการรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ Cochrane Database Syst Rev เลือกเฉพาะงานวิจัยที่มีคุณภาพมาดูผลของการรักษามะเร็งของเห็ดหลินจือ พบว่ายังไม่ปรากฏหลักฐานว่าสามารถใช้เป็นยาตัวแรกในการรักษามะเร็ง และยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าจะช่วยเพิ่มระยะเวลารอดชีวิตของผู้ป่วยหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้เพื่อรักษามะเร็งเพียงอย่างเดียว

สำหรับข้อมูลการช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หรือช่วยเสริมฤทธิ์ของการรักษาด้วยรังสีบำบัดหรือเคมีบำบัด ยังไม่พบผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจชัดเจนเช่นกัน หลินจือมิน.

l-gluta berry plus สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าเราเองก็

Published / by admin

l-gluta berry plus สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าเราเองก็เป็นคนนึงที่อยากผิวขาวมากๆ เพราะอยากน่ารัก อยากดูดี อยากให้มีคนมาชื่นชม เราสังเกตเห็นว่าสาวๆที่หน้าตาน่ารัก พวกเน็ตไอดอลทั้งหลาย ก็จะออกแนวขาวๆ เกาหลี ซะเป็นส่วนใหญ่ ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ความแรงของแดดพุ่งทะลุกว่า 40 องศา ทำให้ประชาคนคนไทยค่อนข้างที่จะมีสีผิวไปในทิศทางเดียวกับแสงแดด ดังนั้นคนที่มีผิวขาวใสจึงมีจำนวนน้อยกว่าหลายเท่า จึงกลายเป็นจุดเด่น รวมทั้งเป็นค่านิยมในสมัยนี้หลายๆคนชอบบอกว่าอยากขาวอ้ะ อยากขาวทําไง ทําไงให้ขาว วันนี้เราเลยจะมาเขียนบทความถึงวิธีทําให้ผิวขาวถาวรนั้น ต้องทำอย่างไร ให้ขาวแบบธรรมชาติจริงๆ ไม่ขาวโบ๊ะ ขาวแล้วไม่กลับมาดำอีก โดยที่ไม่เสียเงินเเพงๆเพื่อฉีดกลูต้า ไม่ต้องกินยาเสริมผิวขาวใดๆทั้งสิ้น ต้องบอกไว้ก่อนว่าเมื่อก่อนเราก็เคยผิวคล้ำมากๆ หรือที่ใครๆเรียกว่าดำนั่นแหละ และเราลองมาสารพัดวิธี หมดเงินไปเยอะมากๆเพื่อความขาว ซึ่งหากเพื่อนๆทำตามวิธีเหล่านี้ได้ทั้งหมด รับรองว่าผิวของเพื่อนๆจะขาวขึ้นมากอย่างแน่นอน l-gluta berry plus.

l-gluta berry plus

l-gluta berry plus วิธีทําให้ผิวขาวถาวร 3 เดือน เห็นผลชัดเจน แอล กลูต้า เบอร์รี่ พลัส

ก่อนอื่นอยากให้เพื่อนๆดูผิวเราก่อนที่เราจะเริ่มทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ ว่าที่จริงแล้วเราไม่ได้เป็นคนขาวเลย อยากที่บอกว่าผิวเราดำมาก แต่เราดูแลตัวเองจนสามารถมีผิวขาวขึ้นได้ บอกเลยว่าเคยลองมาหลายวิธีแล้วทำมาหมดตั้งแต่การซื้ออาหารเสริมมากิน การขัดผิว จนเกือบจะฉีดผิวอยู่แล้ว เพียงแต่คิดถึงผลเสียที่อาจจะตามมา รวมทั้งถ้าขาวด้วยการฉีดแล้วก็ต้องกลับมาดำอีก ก็เลยไม่เอาดีกว่า จนมาพบทางสว่าง l-gluta berry plus

ขั้นตอนที่ 1 : หยุดออกแดด พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดให้ได้มากที่สุดนะคะ เพราะแสงแดดจะทำให้ผิวดำลง หากไม่หยุดออกแดด แม้จะทาครีมที่ดีที่สุด หรือฉีดกลูต้าอย่างหนัก ก็ไม่สามารถช่วยให้ผิวขาวขึ้นได้

ขั้นตอนที่ 2 : เริ่มบำรุงผิวให้ขาว ด้วยการอาบน้ำด้วยสบู่ และตามด้วยการทาครีมที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่ง เราใช้สบู่ผิวขาว New York White Ever (เพราะตั้งแต่เราใช้มา ตัวนี้ได้ผลดีที่สุดค่ะ) สบู่นี้มีทำมาจากสารสกัดธรรมชาติแท้ 100% ซึ่งจะช่วยผลัดเซลล์ผิว และปรับสีผิวให้ขาวขึ้นเรื่อยๆ ต้องใช้เวลาสักพัก เราใช้ประมาณเดือนกว่าๆแหน่ะถึงจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างชัดเจน แล้วทุกครั้งจากที่หลังอาบน้ำเสร็จเราจะทาโลชั่นต่อทันที(ของยี่ห้อเดียวกัน เห็นผลสุดๆ) อ่อ…ระหว่างอาบน้ำถ้าใช้สบู่ตัวนี้ขี้ไคลจะหลุดออกง่ายขึ้นมาก ก็ให้ถูขี้ไคลออกเลย แบบนี้แหละแสดงว่ามาถูกทาง ผิวจะค่อยๆขาวใสขึ้นอย่างชัดเจน

ขั้นตอนที่ 3 : ตอนเช้าทุกวันเราจะทาครีมกันแดด l-gluta berry plus ถึงแม้จะไม่ออกจากบ้านก็ตาม ถ้าต้องออกจากบ้านเราจะใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป แต่หากอยู่ในบ้านจะใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ประมาณ 15 เท่านั้น เวลาทาครีมทั้งโลชั่นทาผิวขาว และครีมกันแดด ทาไปเยอะๆเลยไม่ต้องกลัวเปลือง เพื่อความสวยเราต้องลงทุนค่ะ ทาให้เต็มที่เพื่อให้ครีมกันแดดได้มีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวอย่างทั่วถึง

เราทำแบบนี้ทุกวัน พอได้ประมาณ 1 เดือนเศษๆก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง ตอนแรกผิวจะใสขึ้นก่อน ส่วนความขาวอย่างเห็นได้ชัดจะเริ่มตามมาในเดือนที่สองถึงสาม ซึ่งช่วงหลังๆก็มีบ้างที่เราขี้เกียจทาครีม เราก็ใช้แค่สบู่ผิวขาวอาบน้ำเช้าเย็น เราทำแค่นี้แหละ ไม่ต้องไปซื้อครีมแพงๆ หรือไปฉีดกลูต้าที่ดูน่ากลัว เสี่ยงต่อการตับไตพังเลย อยากให้เพื่อนๆลองเอาไปทำตามกันดู จะบอกอีกอย่างหนึ่งว่า อยากขาวต้องอดทนนะจ๊ะ

***ข้อสำคัญ เมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวได้อย่างชัดเจนแล้ว ว่ามีผิวที่ขาวขึ้น ขอให้เพื่อนๆพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดอย่างจริงจังเลยนะคะ ยิ่งคนที่ดำจากกรรมพันธุ์ การที่ทำให้ผิวขาวขึ้นได้เป็นเรื่องยากแล้ว แต่การรักษาผิวขาวไว้ได้เป็นเรื่องที่ยากกว่า หากโดนแดดหนักๆจนผิวกลับมาคล้ำอีก การจะกลับไปขาวแบบช่วงที่เริ่มบำรุงผิวใหม่ๆ ต้องใช้เวลานานกว่าเดิม หากเพื่อนๆต้องการ l-gluta berry plus.

de white gluta ทำไมชายไทยถึงชอบผู้หญิงผิวขาว

Published / by admin

de white gluta ทำไมชายไทยถึงชอบผู้หญิงผิวขาว แน่นอนว่าคำถามนี้หนุ่มๆ ไม่ต้องคิดมากที่จะตอบเลย เพราะแค่เอ่ยว่าผู้หญิงผิวขาว คำตอบก็ลอยขึ้นมาให้เต็มกันไปหมด ผิวขาวไม่ได้หมายความว่าสาวๆ จะดูสวยเพียงอย่างเดียว เพราะการที่เรามีผิวขาวนั่นหมายความว่าเวลาที่หนุ่มๆ เห็นเราในระยะไกล มันทำให้เราดูมีออร่า ดูสะอาดสะอ้าน น่าสัมผัส น่าแตะเนื้อต้องตัวยิ่งนัก ยิ่งเวลาที่สาวๆ ถ่ายภาพ อาจไม่ใช่กับหนุ่มๆ แต่เป็นในบรรดาหมู่เพื่อนด้วยกันเอง ถ้าเรายิ่งขาว เราก็ยิ่งดูดี เห็นได้ชัด ไม่ต้องไปพึ่งแอพลิเคชั่น หรือ Photoshop ให้เสียเวลาจริงรึเปล่าล่ะ บอกเลยว่าสไตล์ความชอบของหนุ่มๆ ในบ้านเรา หรือหนุ่มๆ เอเชียไม่เหมือนกับหนุ่มๆ ในแถบตะวันตกที่ชอบผู้หญิงผิวสีน้ำผึ้ง เพราะฉะนั้นทำผิวให้ขาวไว้ล่ะดีแล้ว ทำไมแสงแดดจึงทำให้ผิวคล้ำ ถ้าการอธิบายแบบธรรมดาคงจะยังไม่เห็นภาพ จะขอยกตัวอย่างการไปเที่ยวทะเลก็แล้วกัน เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่ทำให้เราบอกลาผิวขาวไปได้เลย เพราะเป็นสถานที่ที่เราจะโดนแดดได้ง่ายที่สุด ผิวคล้ำได้ง่ายที่สุด ซึ่งเมื่อเราโดนแดดร่างกายของเราก็จะสร้าง เม็ดสีเมลานิน ขึ้นใต้ชั้นผิวหนัง ยิ่งเราโดนแดดมากขึ้นเท่าไหร่ร่างกายก็จะยิ่งสร้างเม็ดสีเมลานินสะสมมากขึ้นเท่านั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผิวหนังได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อไหร่ตากแดดนานๆ เข้าทำให้เรามีสีผิวที่คล้ำขึ้นมากกว่าการโดนแดดอ่อนๆ de white gluta.

de white gluta

de white gluta 7 วิธีทำให้ผิวขาวเนียนขึ้นใน 7 วัน ดีไวท์ กลูต้า
รู้สาเหตุกันไปแล้วว่าทำไมหนุ่มๆ ถึงได้ชอบสาวผิวขาวกันนัก อีกทั้งได้รู้ว่าผิวหนังของเราเกิดการคล้ำเสียได้อย่างไร คราวนี้ก็มาถึงวิธีการบำรุงรักษากันบ้าง อาจเรียกวิธีนี้ได้ว่าเป็นการเพิ่มความขาวให้กับผิวแบบ Fast Track ทำต่อเนื่องก็เห็นผลทันที มีการพิสูจน์มาแล้วจากผู้ที่ได้ลองทำเป็นประจำ แต่บอกไว้ก่อนว่าสูตรนี้เป็นสูตรเร่งรักและเห็นผลว่าผิวนั้นขาวขึ้นมาได้ 1/4 ของสีผิวเฉดเดิม มีอยู่ด้วยกันหลายขั้นตอนเลยทีเดียวล่ะ ไม่ยาก ลองมาเริ่มทำตามกันดู de white gluta

1. ช่วงเช้าๆ หลังจากตื่นนอน ให้สาวๆ กินน้ำมะเขือเทศปั่น 3 ลูก ต่อ 1 แก้ว ช่วงแรกอาจจะดูยาก ต้องฝืนกินสักน้อย แต่ทำบ่อยๆ ก็จะคล่องไปเอง
2. ขัดผิวด้วยสครัยขัดผิว อาจหาซื้อเป็นสครับสำเร็จรูปได้ตามร้านค้าชั้นนำทั่วไป หรือจะหาซื้อผงขมิ้นขัดผิว ครีมขัดผิว มะขามเปียก ผงขัดผิวว่านางคำ ซึ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ก็เป็นสูตรในแบบฉบับตำราโบราณ ส่วนถ้าเป็นการขัดผิวในแบบสมัยใหม่จะใช้สครับยี่ห้ออะไรก็ได้ หรือทำมันขึ้นมาเองเลยก็ได้นะซึ่งเจ๋งมาก วัตถุดิบก็มี น้ำตาลทรายและน้ำผึ้งนำมาผสมกันในอัตราส่วน 1/1 มีกลิ่นหอม น่ากิน เมื่อผสมเสร็จแล้วก็นำมาใช้ขัดผิว 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยทำให้ผิวเราใสขึ้น ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าออกได้อย่างง่ายดาย
3. ทาครีมกันแดดที่มี SPF ตั้งแต่ 30 PA ++ ขึ้นไปในบริเวณใบหน้าและลำตัว de white gluta แนะนำว่าบริเวณใบหน้าต้องลงที่ SPF 15 ก่อนเพื่อเป็น DNA Guard จากนั้นค่อยเพิ่มขึ้นไปทีละ 15 > 30 > 45 > 60 หรือถ้าจะให้ง่ายหน่อยก็เป็น SPF 15 > 30 > 60 ที่ต้องทาไว้หลายชั้นก็เนื่องจากพลังการปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลทก็จะมีเพิ่มมากขึ้น และให้ความรู้สึกมั่นใจกว่าเมื่อออกแดด อีกทั้งไม่ต้องทางซ้ำทุก 2 ชั่วโมงให้เปลืองเวลาด้วย การันตีว่าจะไม่ทำให้ผิวคล้ำ หรือหมองเวลาออกแดดอีกแน่นอน
4. หากสาวๆ คนไหนที่มีเวลาเยอะหน่อย แนะนำว่าให้หมั่นไปทำทรีทเมนต์บ่อยๆ เพื่อเป็นการรักษาชั้นผิวและบำรุงผิวพรรณให้ดีอยู่เสมอ ในกรณีคนที่เป็นสิวบ่อยสิวก็จะหายได้เร็วขึ้น รวมถึงให้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ Whitening , AHA / BHA , VitE , VitC โดยเฉพาะครีมที่กรดจำพวกกรดผลไม้ หรือกรดสังเคราะห์ก็จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าออกได้เป็นอย่างดี และทำให้ผิวขาว เรียบเนียนได้ไว
5. เรื่องของการดื่มน้ำเป็นวิธีที่สาวๆ ทำได้ง่ายที่สุด เพียงดื่มน้ำวันละ 8 – 10 แก้ว เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ขาดไมได้ เพราะการดื่มน้ำมากๆ เป็นประจำจะทำให้ผิวพรรณของเราเปล่งปลั่งจากภายใน อีกทั้งยังเป็นการขับของเสีย หรือสารพิษออกจากร่างกายด้วย ที่สำคัญไปมากที่สุด คือ ต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 ครั้ง ต่อ สัปดาห์ ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที
6. ต่อมาให้เริ่มรับประทานผักผลไม้เป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะแครอทและมะเขือเทศที่มีสารเบต้าแคโรทีนและไลโคปีนที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารสีในผลไม้ประเภทนี้จะทำให้ผิวมีสีและมีเลือดฝากมากขึ้นเมื่อรับประทานในปริมาณที่มาก
7. สำหรับการทาครีมกันแดดต้องทาหลังจากที่อาบน้ำเสร็จ เพราะถึงแม้ว่าในวันที่ฝนตกหนัก หรือเมฆหนา UVB ก็ยังสามารถผ่านชั้นเมฆมา หรือสะท้อนคอนกรีตของบ้านเราได้ ฉะนั้น การที่เราอยู่บ้านเป็นเวลานาน ไม่ได้ออกไปไหน แต่เราก็สามารถที่จะดำ หรือผิวคล้ำเสียได้ แนะนำว่าให้ทาครีมกันแดดในช่วงก่อน 7 โมงก่อนออกแดด จากนั้นก็หลีกเลี้ยงการถูกแดดเป็นเวลสนานๆ โดยช่วงเวลา 10 โมง ถึง บ่าย 2 จะเป็นช่วงที่มีแดดจัดมากที่สุด

ผิวขาวเป็นสีผิวที่ชาวเอเชียนิยม ผู้ชายชาวเอเชียชอบผู้หญิงที่มีผิวขาว เพราะทำให้รู้สึกถึงความสะอาด เรียบร้อย โดยจริงแล้วนั้นสีผิวถือเป็นความชอบส่วนบุคคลมากกว่า ซึ่งแสงแดดในประเทศไทยนั้นก็รุนแรง และทำให้ผิวคล้ำได้ง่าย ดังนั้นสาวๆ ที่อยากจะมีผิวขาวจะต้องดูแลตัวเองดีๆหน่อย หมั่นทาครีมบำรุงผิว หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดๆ และรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย de white gluta.

พรมมิ อ้วยอัน สารอาหารบำรุงสมอง สมองต้องการสารอาหารทั้ง 5 หมู่

Published / by admin

พรมมิ อ้วยอัน สารอาหารบำรุงสมอง สมองต้องการสารอาหารทั้ง 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ ดังนั้นเพื่อส่งเสริมการทำงานของสมอง จึงควรรับประทานอาหารให้ได้ครบ 5 หมู่ หลากหลายและไม่มากไม่น้อยจนเกินไปคาร์โบไฮเดรต สมองต้องการคาร์โบไฮเดรตในรูปน้ำตาลกลููโคสเพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ ควรเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตในรูปที่ไม่ขัดสี เพราะการรับประทานแป้งและน้ำตาลมากเกินไปส่งผลให้สมองเฉื่อย โปรตีน ทำหน้าที่ช่วยเป็นสารสื่อระหว่างเซลล์กับเซลล์ ควรเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ชนิดไม่ติดมัน และในหนึ่งสัปดาห์ควรรับประทานปลาน้ำลึกอย่างน้อย 2-3 ครั้ง เนื่องจากมีสารโอเมกา-3 ซึ่งเป็นสารบำรุงสมองที่สำคัญ แต่หลักสำคัญคือ อย่ารับประทานปลาเพียงชนิดเดียว ควรเลือกรับประทานปลาหลากชนิดสลับหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันสารพิษตกค้างที่อาจอยู่ในเนื้อปลา สำหรับปลาในประเทศไทย เช่น ปลาทู ปลากระพง ปลาเก๋า ก็เป็นปลาที่มีโอเมกา-3 เช่นกัน สามารถเลือกรับประทานสลับกันไปได้ ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องรับประทานปลาทะเลทุกมื้อ อาจเปลี่ยนเป็นปลาน้ำจืดบ้าง แต่ควรทำให้สุกเพื่อป้องกันพยาธิและแบคทีเรียต่างๆ โดยวิธีการปรุงอาหารควรใช้การนึ่ง ต้ม หรือย่าง จะดีกว่าการทอด พรมมิ อ้วยอัน.

พรมมิ อ้วยอัน

พรมมิ อ้วยอัน ไขมัน มีความสำคัญในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทและเยื่อบุผิวของเนื้อเยื่อสมอง โดยกรดไขมันที่มีความสำคัญต่อการสร้างเซลล์สมอง เยื่อหุ้มประสาทสมอง และการทำงานของร่างกาย ได้แก่ กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่รู้จักกันดีในชื่อโอเมก้า 3, 6 และ 9 ทั้งนี้ควรเลือกรับประทานเฉพาะไขมันหรือน้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันสัตว์ กะทิ น้ำมันมะพร้าว ไขมันทรานส์ เพราะนอกจากไขมันเหล่านี้จะมีผลต่อสมอง โดยเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอัลไซเมอร์ถึง 2 เท่าแล้วยังส่งผลร้ายกับหัวใจอีกด้วย พรมมิ อ้วยอัน

วิตามินบี 1 ช่วยบำรุงสมอง ทำให้สมองแข็งแรง พบมากในถั่ว งา ข้าวโพด หรืออาหารที่ปรุงจากเมล็ดข้าว เช่น ขนมปังที่ทำจากแป้งไม่ขัดขาวหรือมีธัญพืชผสม พาสตา รวมถึงในข้าวกล้องที่เรารับประทานกันทุกวัน สำหรับในผู้สูงอายุแนะนำให้รับประทานงาคั่วและบด เพราะจะช่วยให้ย่อยได้ดีกว่าการรับประทานเป็นเม็ด

วิตามินบี 5 ช่วยในการถ่ายทอดสัญญาณประสาทเมื่อถูกกระตุ้น พบในเนื้อวัว สัตว์ปีก ไข่ ปลา ธัญพืช รวมถึงนมสดและผลไม้

โคลีน เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยบำรุงสมอง มีอยู่ในอาหารจำพวกข้าวกล้อง ข้าวโพด ซึ่งมีมากในส่วนที่เป็นจมูกข้าวโพด ในคนที่ชอบรับประทานข้าวโพดฝานมักจะไม่ได้รับโคลีน ดังนั้นควรใช้มีดฝานลงไปให้ลึกถึงซังข้าวโพดเพื่อให้ได้รับโคลีน นอกจากนี้ โคลีนยังพบได้ในไข่แดง ซึ่งคนที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงต้องระวังไม่รับประทานมากเกินไป

วิตามินบี 6 ช่วยในการผลิตสารเคมีในสมอง พบในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ธัญพืช

วิตามินบี 12 ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์ และบำรุงเนื้อเยื่อประสาท พบได้แต่เฉพาะในเนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ ในคนที่ขาดวิตามินบี 12 อาจส่งผลให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้ ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติจึงควรหมั่นตรวจว่ามีโรคของวิตามินบี 12 ต่ำหรือไม่ ถ้าต่ำแพทย์อาจให้รับประทานวิตามินบี 12 ชนิดเม็ดเพิ่มเติม

กรดโฟลิก จำเป็นต่อระบบรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกในสมอง พบมากในกล้วย ส้ม มะนาว สตรอเบอร์รี แคนตาลูป ผักใบเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง หรือถั่วลันเตา และเป็นกรดที่สำคัญมากสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ ช่วยในการสื่อสารอารมณ์และความรู้สึกจากแม่ไปสู่ลูก

แมงกานีส เป็นเกลือแร่ที่ช่วยดูแลสุขภาพของสมองและระบบประสาท พบมากในอาหารทะเล โดยเฉพาะหอยนางรม แต่ต้องระวังในเรื่องของคอเลสเตอรอลและแบคทีเรียในกรณีที่รับประทานสด

แมกนีเซียม โพแทสเซียม และแคลเซียม เป็นสารอาหารที่ส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาท พบในผักใบเขียวและผลไม้ เช่น กล้วยหอม สับปะรด ทั้งนี้การรับประทาน ผัก ผลไม้จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยชะลอการเสื่อมของสมอง และป้องกันไม่ให้สมองถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ

สารแคปไซซิน มีอยู่ในเม็ดพริก ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนผ่านเส้นเลือดขนาดเล็กในสมองได้ดี ควรรับประทานพริกสดมากกว่าพริกป่น เพื่อป้องกันการได้รับเชื้อราอะฟลาทอกซิน แต่ผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารควรระมัดระวัง เพราะพริกอาจทำให้เป็นแผลมากขึ้น

วิตามินซี วิตามินอี และเบตาแคโรทีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเยื่อสมองจากอนุมูลอิสระที่ทำให้เกิดสมองเสื่อม จึงอาจช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ สารต้านอนมูลอิสระนี้พบในผัก ผลไม้ พรมมิ อ้วยอัน และถั่วต่างๆ ควรรับประทานผักผลไม้สีเข้มๆ ต่างชนิดกันไป

ขมิ้น มีสารเคอร์คูมิน ช่วยต้านการอักเสบและลดการเสื่อมของสมองจากโรคอัลไซเมอร์ มีงานวิจัยที่พบว่าชาวอินเดียมีอัตราการเป็นโรคอัลไซเมอร์น้อยกว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากใช้ขมิ้นประกอบอาหารกันมาก

ตัวอย่างเมนูอาหารสมอง

แซลมอน-อะโวคาโดสลัด

เมนูอาหารสมอง

ส่วนผสม
ปลาแซลมอน 200 กรัม
น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ ¼ ช้อนชา
พริกไทยดำบด ¼ ช้อนชา
อะโวคาโด 1 ผล
ไข่ไก่ 2 ฟอง
งาขาว 1 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมน้ำสลัด
น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
แอปเปิลไซเดอร์ 3 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
ดิจองมัสตาร์ด 2 ช้อนชา
น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
นำเนื้อปลาแซลมอนหั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยดำบด จากนั้นนำไปย่างบนกระทะให้สุกหรือนำไปลวกตามชอบ พักไว้
นำไข่ไก่ต้มในน้ำ ใส่เกลือเล็กน้อย ใช้ไฟปานกลาง ต้มประมาณ 10-12 นาทีจนสุก
ทำส่วนผสมของน้ำสลัด โดยใส่น้ำมันมะกอก น้ำส้มสายชูแอปเปิลไซเดอร์ กระเทียม ดิจองมัสตาร์ด น้ำผึ้ง เกลือ และพริกไทยดำบด คนให้เข้ากัน
นำผักสลัดใส่ในชามใหญ่ เทส่วนผสมที่เป็นน้ำสลัดคลุกเคล้าเบาๆ ให้เข้ากัน จัดใส่จาน เตรียมไว้
นำไข่ต้มที่สุกแล้วแกะเปลือกออก นำมาสไลด์เป็นแผ่นบางๆ หลังจากนั้นหั่นอะโวคาโดเป็นชิ้นบางตามยาว วางบนผักสลัดและวางเนื้อแซลมอนสุก สุดท้ายโรยด้วยงาขาว พร้อมเสิร์ฟ

หมายเหตุ
สามารถใช้ปลากระพง ปลาทู หรือปลาอื่นๆ แทนปลาแซลมอนได้
สามารถใช้น้ำมันรำข้าวแทนน้ำมันมะกอกได้ พรมมิ อ้วยอัน.